green and brown plant on water

อธิษฐานถวายพระเจ้าองค์เเสนดวงจิต บนพระนิพพาน

เวลาอ่าน : 3 นาที

เสียงธรรมจากห้อง “เมตตาภิรมย์กรรมฐาน”

วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม 2569

เรื่อง อธิษฐานถวายพระเจ้าองค์เเสนดวงจิต บนพระนิพพาน

โดย อาจารย์คณานันท์ ทวีโภค

กำหนดสติในความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ผ่อนคลายร่างกายทุกส่วน พร้อมกับความรู้สึกปลดปล่อยความเกาะเกี่ยว ความสนใจความยึดมั่นถือมั่นในร่างกาย ผ่อนคลายเพื่อตัดร่างกาย ผ่อนคลายเพื่อปล่อยวางจากขันธ์ห้า ทรงสภาวะอารมณ์จิต สงบจากการปล่อยวาง ปล่อยวางกายปล่อยวางขันธ์ห้า เพื่อแยกกายแยกจิต ประคองสภาวะแห่งความสงบ ให้จิตจดจำความรู้สึกจากการปล่อยวางร่างกาย ความสงบระงับในเวทนาจากกาย สงบจากความยึดมั่นถือมั่นในร่างกาย สงบจากการปล่อยวางผัสสะความข้องเกี่ยวที่มีในร่างกายทั้งหมด สติกำหนดรู้ร่างกายเพื่อปล่อยวาง กายคตามหาสติปัฏฐานสี่ สติรู้กายเพื่อปล่อยวางร่างกาย ปล่อยวางกายจนเข้าถึงความสงบเบา

เมื่อทรงอารมณ์ทรงสภาวะของความสงบ ปล่อยวางกาย กำหนดรู้ในจิต เราก็เริ่มเข้าสู่การฝึกสมาธิ กำหนดสมถะสมาธิตามแบบแผน คือการเจริญในอานาปานสติ จินตภาพกำหนดนึกภาพ ให้เห็นลมหายใจพร้อมกับความรู้สึกที่สัมผัสได้ถึงกระแสของลมหายใจ ลมหายใจเป็นเหมือนกับแพรวไหม เป็นประกายระยิบระยับพลิ้วผ่านเข้าออกในกาย กระแสสายแห่งลมหายใจ เรากำหนดจินตภาพเห็นลมหายใจตลอดทั้งสายตลอดทั้งกองลมนั้น ราบรื่นต่อเนื่องลื่นไหลเชื่อมอยู่ รู้โดยสติไม่ขาดไม่คลาดจากกระแสของลมหายใจ ทรงสภาวะในการกำหนดรู้ในลมหายใจตลอดทั้งสายตลอดทั้งกองลม ลมหายใจที่เหมือนกับแพรวไหมพลิ้วผ่านเข้าออกกาย ลมหายใจละเอียด อารมณ์จิตยิ่งมีความสงบ ความหยาบความละเอียดของลมหายใจเป็นเหมือนกับมาตรวัดระดับของสมาธิของฌาน ลมหายใจยิ่งเบาลงละเอียดลง จิตยิ่งสงบยิ่งเป็นระดับของฌานที่สูงขึ้น ปล่อยวางคำภาวนา จดจ่ออยู่แต่เพียงลมหายใจ พร้อมกับสติที่กำหนดรู้ในความสงบความเบาความสบายของจิต เมื่อลมหายใจเราสงบเบา จิตยิ่งสงบนิ่งเข้าถึงความสุขของสมาธิ ร่างกายได้รับการพักผ่อน สงบเหมือนกับการเข้าอยู่กับความสงบ ความละเอียดเบา ทรงสภาวะไว้

จากนั้นยกกำลังใจของเราขึ้น กำหนดหยุดจิต หยุดจิตหยุดความคิดหยุดการปรุงแต่ง จิตนิ่งหยุด จุดที่หยุดก็คือเอกัคคตารมณ์ จุดที่ลมหายใจนิ่งหยุดก็คืออุเบกขารมณ์ หยุดเป็นตัวสำเร็จ คือสำเร็จประโยชน์ในการใช้จิตตานุภาพ เมื่อไหร่ที่จิตของเราหยุดได้ เราก็สามารถหยุดอกุศล หยุดความฟุ้งซ่าน หยุดนิวรณ์ทั้งห้า หยุดจิตได้เมื่อไหร่ เราก็สามารถหยุดการเกิด หยุดชาติภพ หยุดจิต นิ่งหยุด กำหนดรู้ในความนิ่งความหยุด รู้ว่าความสำเร็จจากการที่เราหยุดจิตได้ เราอธิษฐานปักจิต ณ อารมณ์ที่เราหยุดนั้น จึงได้ชื่อว่าหยุดเป็นตัวสำเร็จ กำหนดจิตนิ่งหยุด สงบ ทรงสภาวะไว้

จากนั้นเดินจิตต่อไป จากจุดที่หยุด กำหนดน้อมนึกจินตภาพให้เห็นจุด ขยายกลายเป็นวงเป็นทรงกลมเป็นวงกลม จากวงกลมค่อยๆจินตภาพให้เป็นสามมิติกลายเป็นดวงแก้ว ดวงแก้วใสขึ้นขยายใหญ่ขึ้น ดวงแก้วสว่างขึ้นใสขึ้น ใสมีขนาดใหญ่ กำหนดให้นึกภาพดวงแก้วใหญ่เท่ากับกำปั้น มีความใสมีแสงสว่างจากภายใน ทรงอารมณ์ทรงสภาวะที่เรานึกภาพดวงแก้วใสสว่างนี้ไว้ จุดนี้เรียกว่าเป็น “อุคคหนิมิต”

จากอุคคหนิมิต เรากำหนดจิตต่อไป จากดวงแก้วให้กลายเป็นเพชรระยิบระยับ ดวงแก้วเรียบๆใสๆกลายเป็นเพชรที่มีการเจียรนัย เจียรนัยสวยงามแพรวพราว360องศา มีรัศมีมีแสงสว่าง กำหนดให้จิตที่เป็นเพชรประกายพรึกระยิบระยับยิ่งสว่างขึ้น มีประกายรุ้งจากการที่เพชรมีการเจียรนัยสะท้อนแสงระยิบระยับออกมา ทรงสภาวะไว้พร้อมกับกำหนดเชื่อมโยง จิตคือกสิณ กสิณคือจิต ภาพนิมิตของกสิณมีความใสมีความสว่างมีการเปล่งประกายรัศมีออกไปมากฉันใด จิตของเราก็มีกำลังจิตตานุภาพจากความเป็นทิพย์ของกสิณจิตเพิ่มพูนขึ้นมากขึ้นฉันนั้น การออกกำลังกายเป็นการบริหารการเพิ่มพูนพลังของร่างกายฉันใด จิตการเพิ่มพลังแห่งจิตตานุภาพเพิ่มกำลังแห่งความเป็นทิพย์ความสำเร็จของอภิญญาจิต ก็เกิดขึ้นได้จากการที่เราฝึกให้จิตเราเป็นเพชรประภัสสรสว่าง ยิ่งสว่างมากเท่าไหร่ ยิ่งใสเท่าไหร่ ยิ่งมีรัศมีของจิตมากเท่าไหร่ จิตก็เกิดกำลังเกิดความสำเร็จเกิดอภิญญาจิตเพิ่มพูนขึ้นมากขึ้นฉันนั้น

สำหรับในเรื่องของคำอธิบายในส่วนของว่า ทำไมเวลาที่เรากำหนดภาพกำหนดจิตเป็นเพชรแล้ว มันถึงเกิดกำลัง ให้เรานึกภาพเอาง่ายๆ จากดวงแก้วใส เมื่อไหร่ที่เป็นเพชรเจียรนัย การเปล่งประกาย การสะท้อนแสง การเปล่งแสง มันมีการเปล่งแสงมีการแตกอานุภาพของคลื่นความถี่ของแสงเพิ่มขึ้น จิตมันก็มีกำลัง อธิบายเป็นวิทยาศาสตร์ เวลาสมัยก่อนที่เราเคยเรียนหนังสือ ครูวิทยาศาสตร์อาจทำการทดลองให้เราเห็นในบางแห่งบางโรงเรียน นั่นก็คือการใช้ปริซึมคือแท่งสามเหลี่ยมที่เป็นแก้วใส เวลาที่แสงสีขาวถูกฉายผ่านแท่งปริซึม แท่งปริซึมก็จะแตกอนุภาพเป็นย่านความถี่ในย่านต่างๆ เป็นสเปคตรัมของแสงออกมาเป็นเจ็ดสี นั่นก็คือจิตที่มันผ่านการเจียรนัยที่เป็นปฏิภาคนิมิต เมื่อไหร่ที่แสงมันส่องผ่านหรือแสงถูกเปล่งประกายจากภายใน ก็จะเกิดฉัพพรรณรังสีคือการแตกอนุภาพของแสง แยกอนุภาพย่อยของแสงออกมาเป็นรัศมีของจิต ตรงนี้ถือว่าเป็นวิทยาศาสตร์โดยตรง ทำไมแสงของจิตจึงปรากฏฉัพพรรณรังสีที่เป็นแสงทั้งเจ็ดสีที่เป็นประกายระยิบระยับ ทำไมถึงปรากฏ ตรงนี้ก็อยู่ที่การฝึกจิต

ตอนนี้ให้เรากำหนด กำหนดภาพช้าๆ ถอยย้อนในการฝึก เพื่อการจับภาพจิตที่เป็นเพชรประภัสสร กำหนดให้เห็นกระแสบุญเป็นลำแสงสว่างลงมาจากพระนิพพาน ลงมาคลุมยังดวงแก้วคือจิต ให้เป็นดวงแก้ว เป็นอุคคหนิมิตก่อน แสงลงมาช้าๆ ดวงแก้วต้องแสงก็เปล่งประกายสว่างนวลๆ สว่างขาวออกมา เป็นแสงที่ไม่มีแฉกไม่มีเส้นไม่แตกแสงเป็นเจ็ดสี เป็นความนวลขาวนวลๆ สว่างเป็นอุคคหนิมิต

ตอนนี้ก็กำหนดจิตของเราที่เป็นเพชรประกายพรึก แสงค่อยๆผ่านลงมาช้าๆ ลดความเร็วของแสง แสงส่องลงมาช้าๆ พอต้องกระทบแล้วก็แตกเป็นเจ็ดสี แต่คราวนี้แสงมันสะท้อนอยู่ภายในตามเหลี่ยมเจียรนัยภายใน สะท้อนจากภายนอกมุมทั้ง360องศา มันสะท้อนย้อนไปย้อนมา แสงก็เกิดการกระเจิงเปล่งประกายกลายเป็นเส้นเจ็ดสี เห็นจิตของเราสว่างขึ้นใสขึ้นชัดเจน เป็นเพชรประกายพรึกสว่าง รัศมีจิตเป็นสายรุ้งเป็นเพชรเจ็ดสีเป็นแสงเจ็ดสี ปรากฏชัดเจน อันนี้ก็คือการที่เราย่นย่อชะลอเวลา สโลวโมชั่น ให้การกำหนดการทรงภาพดวงจิตที่ประภัสสรนั้น ปรากฏเห็นชัดเจนขึ้น ปรากฏชัดขึ้น

คราวนี้เราฝึกต่อไป ให้กระแสบุญให้กระแสกุศลจากพระนิพพานส่องตรงลงมา ส่องตรงลงมาปุ๊บจิตเปล่งประกายเป็นประภัสสรทันที คราวนี้ฝึกต่อมาอีก มีแสงสว่างคือแหล่งกำเนิดจากภายในดวงจิตที่ประภัสสรที่เป็นเพชร แหล่งกำเนิดหรือแสงสว่างจากภายในเกิดขึ้นจากการที่เราสร้างบุญสร้างกุศลสร้างความดี  ดังนั้นจิตทั้งหมดมันก็เป็นเรื่องของเพชร เพชรมีความใส ความใสเกิดขึ้นจากการที่จิตสะอาดจากกิเลส แสงสว่างจากภายในจิตเกิดขึ้นจากภายใน ส่วนแสงที่ส่องลงมาเสริมภายนอก เกิดขึ้นจากการอนุโมทนาบุญ การน้อมกระแสบุญจากพระนิพพานลงมา การอาราธนากระแสบุญ การอาราธนากระแสพุทธานุภาพลงมาที่จิตของเรา ดังนั้นเราค่อยๆฝึกชัดๆเริ่มจากหนึ่ง  กำลังบุญจากจิตของเราเปล่งประกายสว่าง จิตประภัสสร ฝึกช้าๆสว่างๆใสๆ

คราวนี้ต่อมา ก็อาราธนาบุญทั้งหลายกุศลทั้งหลายเป็นมหาโมทนานุปัจจัย โมทนาบุญเป็นมุทิตาอัปปันนาณฌาน กระแสบุญจากทุกดวงจิตจากทุกภพภูมิจากทุกที่เป็นแสงสว่าง เหมือนกับมีไฟฉายมีสปอตไลท์ฉายจากทุกทิศทาง มาให้จิตเราเปล่งประกายขึ้น ส่วนเวลาที่เราอาราธนากระแสบุญ อาราธนาพุทธานุภาพจากพระนิพพานจากพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์เทพพรหมเทวาลงมา เป็นแสงสว่างจากด้านบนลงมาเป็นลำ คราวนี้กำหนดให้แหล่งกำเนิดของแสงสว่าง คือกำลังบุญกุศลทั้งหลาย ปรากฏส่องมาพร้อมกัน รวมถึงกำลังจิตกำลังบุญที่เป็นต้นทุนของเราจากภายในจิต ทานศีลภาวนาบุญทั้งหลายเป็นแสงสว่างเปล่งประกายจากภายใน โมทนาบุญจากภายนอก แสงยิ่งมากขึ้นสว่างขึ้น จิตยิ่งเปล่งประกายเพิ่มขึ้น สะท้อนเป็นแสงรัศมี เส้นแสงยิ่งแผ่กระจายมากขึ้น จิตเรามีกำลัง จิตเราก็มีกำลังมากกว่าบุคคลทั่วไป

ตอนนี้ให้เราทรงอารมณ์ทรงสภาวะ ที่เห็นจิตของเราเปล่งประกายสูงสุด กำหนดว่าการฝึกจิตให้มีกำลังสูงสุด ฝึกให้เต็มกำลัง เป็นกรรมฐานเต็มกำลัง เป็นจิตประกายพรึกจิตประภัสสรเต็มกำลัง พอจิตเรามีกำลังประภัสสรเต็มกำลัง กำลังฌานสมาบัติ กำลังความสว่าง กำลังความใสเพิ่มพูนขึ้นเต็มกำลัง เวลาที่ฝึกเวลาที่ใช้มโนมยิทธิ เวลาที่ใช้อภิญญาก็กลายเป็นเต็มกำลัง อันนี้เป็นเทคนิคเคล็ดลับปลีกย่อย ฝึกกำหนดทำความเข้าใจ ทุกอย่างอธิบายได้เป็นวิทยาศาสตร์ ยิ่งจิตตัดกิเลสมากเท่าไหร่ ความเป็นแก้วความเป็นเพชรก็มีความเป็นน้ำใสมากกว่าคนที่ยังมีจิตไม่ตัดกิเลสมีความหนาแน่นอยู่ กำหนดให้เพชรประกายพรึกส่องสว่างเต็มกำลัง ทำความเข้าใจให้ลึกซึ้งกระจ่าง พอทรงสภาวะเสร็จ เราก็กำหนดน้อมจิตว่าการปฏิบัติจิตที่ประภัสสรเท่าไหร่สว่างเท่าไหร่ ก็เหมือนกับเราตั้งใจว่าเราทำจิตให้เป็นเพชรสว่าง เพชรเม็ดใหญ่ถวายเป็นพุทธบูชาก็คือกรรมฐาน เราปฏิบัติเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา บูชาพ่อแม่ครูบาอาจารย์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทพพรหมเทวา พอกำหนดเสร็จจิตยิ่งสว่างขึ้น

จากนั้นอธิษฐาน กำหนดน้อมนึกถึงพระพุทธเจ้า มีพระพุทธเจ้าอยู่กลางจิตกลางใจเป็นสรณะ ไม่มีสรณะอื่นยิ่งกว่าพระพุทธเจ้า ครูบาอาจารย์ท่านใดก็ไม่ยิ่งใหญ่เท่ากับพระบรมครูก็คือพระพุทธเจ้า เรากำหนดองค์พระสว่างใสระยิบระยับอยู่ภายในจิต ทรงสภาวะที่จิตเป็นเพชรประภัสสร มีองค์พระเป็นเพชรอยู่ภายในสว่าง อารมณ์จิตเป็นสุขอย่างยิ่ง อารมณ์จิตถึงไตรสรณคมน์อย่างยิ่ง อารมณ์จิตแนบอยู่ในความผ่องใสอย่างยิ่ง อธิษฐานว่าขึ้นมาเป็นกรรมฐานของการขึ้นปีใหม่นี้ ขอนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จิตข้าพเจ้ามีความผ่องใสมีความประภัสสรมีกำลังเต็มที่เต็มกำลัง กำลังจิตกำลังความเป็นทิพย์กำลังอภิญญาความแจ่มใสของมโนมยิทธิญาณเครื่องรู้มีความผ่องใสเต็มที่ มีความผ่องใสเต็มกำลัง

เมื่อทรงอารมณ์แล้วทรงภาพพระ จิตน้อมรำลึกเชื่อมโยงกระแสกับพระพุทธองค์แล้ว เราก็ตั้งจิตอธิษฐาน ขออาราธนาพุทธานุภาพของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ขอยกจิตข้าพเจ้าขึ้นไปบนพระนิพพาน สำหรับวันนี้ให้ทำช้าๆ จากจิตที่เป็นเพชรค่อยๆหยาดพุ่งเป็นแสง พุ่งขึ้นไปช้าๆ พอพุ่งขึ้นไปบนพระนิพพานช้าๆ จากแสงจากจิตที่เป็นเพชรเป็นทรงกลม ค่อยๆเปลี่ยนรูปจากจิตสู่อทิสมานกาย จากจิตที่เป็นเพชรค่อยๆก่อตัวก่อรูปช้าๆเป็นกายพระวิสุทธิเทพ มีเครื่องทรง มีเครื่องประดับ มีความใส มีความแพรวพราว มีความเป็นทิพย์  กำหนดเห็นกายพระวิสุทธิเทพของเราเองชัดเจน อธิษฐานว่าขอจงปรากฏสภาวะแห่งพระนิพพาน ปรากฏห้อมล้อมเป็นมหาสมาคม มีสมเด็จองค์ปฐมทรงเป็นประธานพรั่งพร้อมด้วยพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ทุกๆพระองค์ พ้นเลยขอบเขตจากมหาสมาคมก็ปรากฏรายรอบไปด้วยวิมานบนพระนิพพานของทุกๆพระองค์

จากนั้นกำหนดแยกอทิสมานกายกราบทุกท่านทุกๆพระองค์ กราบช้าๆด้วยความนอบน้อมด้วยความเคารพ กำหนดให้ช้า กำหนดให้ชัดเจน ทั้งความรู้สึกที่ฝ่ามือค่อยๆสัมผัสแตะแทบเบื้องพระบาทหรือที่ตัก ความรู้สึกของการเป็นกายพระวิสุทธิเทพ สวมชฎามีเครื่องประดับ สัมผัสได้ถึงแหวนคือพระธรรมรงค์ทั้ง10นิ้ว กำไล สนับเพลา ฉลองพระบาทปลายงอนที่สวม รู้สึกสัมผัสได้ชัดเจน

จากนั้นกำหนดจิตทำความเข้าใจในเรื่องของอทิสมานกายหรือกายทิพย์ อันว่าอทิสมานกายหรือกายทิพย์นั้น มีการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะของจิต ถ้าจิตมีกิเลส อทิสมานกายก็มีความเศร้าหมอง สำหรับคนที่ยังฝึกใหม่ๆยังไม่ได้ตัดร่างกายขันธ์ห้าดี บางครั้งเวลามาฝึกกำหนดในการถอดกาย คือแยกรูปแยกนาม  บางครั้งเรายังจำในความเป็นกายเนื้อกายมนุษย์อยู่ เวลาออกมาเราก็เห็นกายเนื้อกายมนุษย์เป็นเหมือนกับกายของเราที่เป็นกายขันธ์ห้า บางทีก็ใส่เสื้อผ้าสีปกติด้วยซ้ำ แต่ถ้าเมื่อไหร่เริ่มมีศีลเริ่มปฏิบัติธรรมมากขึ้น แต่ยังมีความเกาะมีความเชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องกับร่างกายขันธ์ห้า ก็จะเห็นเป็นกายทิพย์เป็นกายมนุษย์แต่ว่ามีความใสขึ้นสวมชุดขาว และยิ่งจิตเป็นกุศลมากเท่าไหร่ กายที่เป็นกายทิพย์เหมือนมนุษย์ก็ค่อยๆใสขึ้นสว่างขึ้นตามนั้น และในขณะเดียวกันเมื่อไหร่ก็ตามที่เราเริ่มมีความรู้ คือฝึกมโนมยิทธิ ครูฝึกก็ดีหรือจิตของเรา ได้เกิดความรู้เกิดปัญญาเกิดความจำสัญญา ว่าเรามีวิมานอยู่ในภพใด เช่น สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พอเมื่อไหร่เรารู้ว่าเรามีวิมานรออยู่ที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จิตที่มันกำหนดจิตที่มันผูก มันก็ทำให้กายทิพย์ของเรานั้น อยู่ในสภาวะคือกายของเทวดาหรือนางฟ้าที่อยู่ที่สวรรค์ชั้นนั้นชั้นนั้น อันนี้มันเป็นเรื่องของสัญญาและอารมณ์ที่เราพึงพอใจยินดีอยู่กับภพใด แต่คราวนี้เมื่อไหร่ก็ตามถ้าจิตเรายกระดับขึ้นในความเป็นพรหม ไม่ว่าจากการเจริญฌานสมาบัติหรือจากการที่เราเจริญเมตตาฌานแผ่เมตตา เรากำหนดรู้เมื่อไหร่ว่าเรามีวิมานอยู่ที่พรหมและยินดีในอารมณ์แห่งความเป็นพรหม กายของเรากายทิพย์ก็ปรากฏสภาวะเป็นกายของพรหม และในที่สุดเมื่อไหร่ก็ตามที่เราตัดกิเลสเจริญวิปัสสนาญาณมากเข้ามากขึ้น และเราฝึกเราปฏิบัติเราไปดูวิมานบนพระนิพพาน จิตเริ่มยินดีในพระนิพพาน ไม่ปรารถนาการเกิด ไม่ปรารถนาภพอื่นภูมิใดอีกต่อไป กายทิพย์เราก็แปลสภาวะเป็นกายพระวิสุทธิเทพ จำได้ว่าจิตเรา เราปฏิบัติเราเกิดมาชาติภพนี้ปฏิบัติเพื่อพระนิพพานเป็นที่สุด เมื่อจิตเรายินดีอยู่กับพระนิพพานจุดเดียวก็คือ คำว่ายินดีอยู่กับพระนิพพานจุดเดียว หมายความว่าเราไม่ยินดีกับการไปเกิดไปจุติในภพอื่นภูมิใดอีกต่อไป ไม่เสียดายที่จะอดไปอยู่อดไปจุติในภพนั้นภูมินั้น ไปเสวยความสุขในความเป็นทิพย์ในภพนั้นภูมินั้นอีก เราต้องการเราปรารถนาพระนิพพานจุดเดียว เมื่อนั้นกายทิพย์ของเราไม่ว่าจะไปอยู่ในภพใด เราจะไปเยี่ยมเราจะไปเที่ยวเราจะไปกราบพระอินทร์กราบเทวดากราบพรหมหรือไปภพพญานาค เราก็ไปในสภาวะความเป็นกายพระวิสุทธิเทพเท่านั้น

ดังนั้นการที่เราชินอยู่กับสภาวะความเป็นกายพระวิสุทธิเทพ มันก็เป็นเครื่องหมายเป็นนิมิตที่บอกว่า จิตเรายินดีอยู่กับพระนิพพานจุดเดียว การที่เราฝึกบ่อยเข้ามากเข้า มันก็ทำให้จิตเราจำว่า เรามีเครื่องแบบคือกายพระวิสุทธิเทพ เรามีบ้านที่เราจะกลับก็คือวิมานบนพระนิพพาน ที่อื่นเราไม่ยินดี

ดังนั้นการที่เราฝึกมโนมยิทธิยกจิตขึ้นมาบนพระนิพพานแบบนี้มากเข้าบ่อยเข้า จิตเราก็จดจำ จิตเราก็ทรงตัว เหมือนกับการที่เรายกจิตมาบนพระนิพพานที่วิมานของเรานั้นมันเป็นเรื่องง่ายดาย หลับหูหลับตาก็สามารถมาได้ เราต้องการอารมณ์แบบนี้ คือนึกถึงปุ๊บมาได้ปั๊บ นึกถึงแล้วมาได้ทันที นึกถึงแล้วเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ยังต้องเคี่ยวเข็ญจะต้องเกร็งต้องเพ่ง ขึ้นมาสบายๆ

ตอนนี้ก็ให้เรากำหนดจิต ถอยซ้อมฝึก กำหนดดึงจิตดึงอาทิสมานกายกลับมาที่ขันธ์ห้ากายเนื้อ กลับมาอยู่กับกายที่นั่งสมาธิอยู่ จากนั้นกำหนดถอดอทิสมานกายพุ่งเป็นแสงสว่างขึ้นไปปรากฏเป็นกายพระวิสุทธิเทพบนพระนิพพาน ขึ้นมาแบบสบายๆไม่ต้องใช้กำลัง ขึ้นมาแล้วปรากฏชัดเจนสว่าง กำหนดอธิษฐานจิตว่าข้าพเจ้าเข้าใจลูกเข้าใจแล้วว่าทำไมถึงต้องฝึกถึงต้องปฏิบัติแบบนี้ ทำไมครูบาอาจารย์ที่ท่านสอนที่ท่านพาทำพาฝึกในมโนมยิทธิท่านถึงบอกว่าให้ขึ้นมาทุกวัน ขึ้นมาบนพระนิพพานบ่อยๆ เรามีความเข้าใจมีความชัดเจน พอขึ้นมาแล้วตอนนี้ก็ให้เราทบทวนอารมณ์ของพระนิพพาน ทบทวนย้อนดูว่าบนโลกมนุษย์มันมีความสุขสบายจริงมั้ย หรือมันมีความวุ่นวายมีความสับสน มีทั้งคนพาล มีทั้งคนที่กระหายอำนาจ มีทั้งคนที่จ้องเบียดเบียนคนอื่น ความสุขในโลกมนุษย์มันก็เป็นเพียงความสุขชั่วคราว แต่ความเหนื่อยความทุกข์การกระทบที่เกิดขึ้นบนโลกมนุษย์ มันเป็นความทุกข์ที่เรากระทบแล้วกระทบอีก เจอทุกวัน ความเหนื่อยจากกิจการงานที่เราต้องทำ ความเหนื่อยใจที่เรากระทบกับสิ่งที่เราไม่ปรารถนา ในขณะที่เราอยู่บนพระนิพพานตอนนี้ ไม่มีความทุกข์ ไม่มีความเหนื่อย ไม่มีความเร่าร้อน ไม่มีการกระทบใจ จะมีกระทบก็มีแต่กุศล มีแต่แสงสว่าง มีแต่กำลังของบุญ อยู่ในหมู่ของบัณฑิตก็คือ ท่านที่เข้าถึงความสิ้นอาสวกิเลสทั้งปวง การที่เราจะอยู่ในหมู่บัณฑิตอย่างแท้จริงก็คือบนพระนิพพาน เป็นท่านที่สิ้นอาสวกิเลสแล้ว เข้าถึงซึ่งพระนิพพานแล้ว เข้าถึงซึ่งความเป็นอรหัตผลแล้ว ทรงสภาวะจิตให้เหมือนกับท่านตอนนี้ กำหนดว่าเมื่อเราขึ้นมาบนพระนิพพานเราก็ทำอารมณ์ให้เหมือนกับทุกท่านบนพระนิพพาน ตลอดเวลาทุกวินาทีที่เราอยู่บนพระนิพพาน นั่นก็คืออารมณ์เราเข้าถึงความเป็นอรหัตผลชั่วคราวตลอดช่วงเวลานั้น

ดังนั้นถ้าจะถามโดยพูดถึงปริมาณของบุญกุศล คิดว่าบุญกุศลมากหรือน้อย เอาแค่ทำสมาธิเป็นแสงสว่างโอภาสแว๊บเดียว ก็บุญมากมากกว่าทานมโหฬาร แล้วการที่เรายกจิตขึ้นมาบนพระนิพพานคิดว่าเป็นบุญมากหรือน้อย คิดว่าสำหรับมนุษย์คนหนึ่ง ดวงจิตดวงหนึ่ง โอกาสที่จะเข้ามาสู่บนพระนิพพานมีมากหรือน้อย ต้องใช้กำลังจิตกำลังใจมากหรือน้อย กำหนดพิจารณาให้รู้ ว่าแม้แต่เทพพรหมเทวาท่านรอที่ท่านมาคอยคุ้มครองเวลาที่เราเจริญพระกรรมฐาน นั่นก็เพราะว่าท่านก็โมทนากับเราว่าเราทำแบบนี้ได้ หรือเวลาที่พระธุดงค์ท่านไปปฏิบัติในป่าในเขา ทำไมถึงมีเทวดาพรหมมาคอยคุ้มครองรักษาอภิบาลหรือแม้แต่ใส่บาตร ก็เพราะว่ากำลังจิตกำลังใจกำลังบุญที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติเพื่อความสิ้นอาสวกิเลสปฏิบัติเพื่อพระนิพพานนั้น เป็นกำลังบุญใหญ่

ดังนั้นท่านทั้งหลายที่มาดูแลก็พลอยได้รับบุญกุศลได้รับแสงสว่าง เกิดกำลังทิพยสมบัติตามไปด้วย หรือให้เราสังเกต ถ้าเทวดาพรหมที่มาดูแลเรามีกำลังมากขึ้น เป็นเทวดาพรหมที่เป็นสัมมาทิฏฐิ พอท่านมีกำลังมากขึ้นเท่าไหร่ ท่านก็สามารถที่จะมีกำลังบุญฤทธิ์เทพฤทธิ์ที่สามารถปกปักรักษาตัวเราจากอันตรายได้ ก่อให้เกิดความคล่องตัวของเราได้ อย่างเช่นวันนี้การเดินทางไปถวายมหาสังฆทานตลอดทั้งเส้นทาง มีแต่ไฟเขียวตลอด เรียกว่าคล่องตัวเต็มที่ ไปถึงมีที่จอดสบายเต็มที่ มีความสะดวกเต็มที่ ตรงนี้ก็เกิดขึ้นจากกำลังของเทวดาพรหม ทุกสิ่งทุกอย่างบางครั้งเราไม่รู้ไม่เห็น แต่บางครั้งสิ่งที่เป็นความโชคดีเป็นความคล่องตัวเป็นความสะดวกสบายที่ปรากฏขึ้น เป็นเพราะว่าเทวดาพรหมท่านสงเคราะห์ เทวดาพรหมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่านดลจิตดลใจ คนใกล้ตัวคนรอบด้านคนที่เราสัมผัส ให้เขาเมตตาเอ็นดูเรา

ดังนั้นจุดนี้ก็ขอให้เรากำหนดรู้ไว้ เป็นเรื่องเชื่อมโยงระหว่างอทิสมานกายกายพระวิสุทธิเทพ รวมไปถึงศาสตร์ของความเป็นทิพย์ของกายทิพย์ ให้ทำความเข้าใจไว้ และยิ่งถ้าสำหรับเราทุกคนที่มาปฏิบัติเพื่อพระนิพพาน เราไปไหนมาไหนก็พยายามอยู่ในสภาวะที่เป็นกายพระวิสุทธิเทพตลอดเวลา เพราะจำไว้ว่าเมื่อไหร่เราทรงอารมณ์รู้สึกได้ว่าเราเป็นกายพระวิสุทธิเทพ เราก็กำลังทรงอารมณ์ของอรหัตผลอยู่ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าเราจะไปภพอื่นภูมิใด

ตอนนี้ก็ให้เราทรงอารมณ์บนพระนิพพานไว้ อธิษฐานจิตโมทนาบุญ รวมถึงวันนี้เป็นวันที่การจัดสร้างพระเจ้าองค์แสนดวงจิตพระนิพพาน ในส่วนขององค์พระสำเร็จคือปิดทองสำเร็จเสร็จสิ้น ประดับเพชรอัญมณีแล้วก็นำไปปิดทองที่วัดทำฐานเสร็จเรียบร้อย ในเวลา 4:00 น.เมื่อเช้า พร้อมกับวันนี้เราก็ถวายมหาสังฆทาน 19ชุด ก็ให้เราอธิษฐานจิต ขอให้ภาคความเป็นทิพย์ของพระเจ้าองค์แสนดวงจิตพระนิพพาน ขอจงมาปรากฏบนพระนิพพาน อธิษฐานว่าด้วยแสนกำลังจิตที่เราทรงกรรมฐาน แผ่นทองแสนแผ่นที่เราอธิษฐาน เรากำหนดให้เห็นเป็นกำลังของบุญว่า องค์พระนั้นมีความสว่างเพียงใด แล้วก็ขอน้อมถวายบูชาบนพระนิพพาน

คราวนี้เป็นสิ่งสำคัญ ให้อธิษฐาน  “ข้าพเจ้าได้ร่วมสร้างได้ร่วมอธิษฐานจิต ได้ร่วมจัดสร้างพระเจ้าองค์แสนดวงจิตพระนิพพาน ภาคทิพย์น้อมถวายบูชาคุณพระรัตนตรัยคือพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระอรหันต์ทุกๆพระองค์ ครูบาอาจารย์ พระโพธิสัตว์พระมหาโพธิสัตว์ทุกๆพระองค์ ขอองค์พระได้สว่างด้วยแสงแห่งบุญ ด้วยความบริสุทธิ์ของจิต ด้วยกำลังใจอันหาได้ยากอันสร้างได้ยากเย็นอย่างยิ่ง องค์พระจงสว่างผ่องใส ยกองค์พระถวายสมเด็จองค์ปฐมโดยตรงบนพระนิพพาน ขอให้ทุกท่านทุกๆพระองค์บนพระนิพพาน ขอให้เทวดาพรหมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายได้โมทนาสาธุการด้วยเทอญ ทั้งสามภพสามภูมิ” กำหนดจิต ได้ยินเสียงสาธุกึกก้องทั้งสามภพภูมิมั้ย

จากนั้นเราก็น้อมจิต อธิษฐานต่อไปว่า “ขอให้ชาตินี้ข้าพเจ้าเข้าถึงซึ่งพระนิพพานได้โดยง่ายโดยพลัน ขอให้บุญราศีรัศมีกำลังฤทธิ์ของพระเจ้าองค์แสนดวงจิตพระนิพพาน ในยามที่ข้าพเจ้าจะดับขันธ์จะสิ้นชีพ ไม่ว่าจะเป็นวันใดก็ตามอิริยาบถใดก็ตาม ก็ขอให้พุทธนิมิตของพระเจ้าองค์แสนดวงจิตพระนิพพานนี้ เสด็จมารับดวงจิตข้าพเจ้าเข้าสู่พระนิพพานด้วยเทอญ” แล้วก็อธิษฐาน ขอให้เราได้เห็นเทวดาพรหมที่ท่านมาอภิบาล มาพิทักษ์รักษาพระพุทธรูปพระเจ้าองค์แสนดวงจิตพระนิพพานนี้ กำหนดน้อมอธิษฐานพิจารณาว่ามีจำนวนมากน้อยเพียงใด แล้วก็ให้สังเกตว่าส่วนใหญ่ท่านก็จะเป็นเทวดาพรหมที่เข้าเขตความเป็นพระอริยเจ้าด้วย พอท่านทำหน้าที่นี้เสร็จเมื่อไหร่ท่านก็เข้าพระนิพพานด้วยเช่นกัน ตั้งจิตอธิษฐานโมทนาสาธุกับเทวดาพรหมที่ท่านมาอภิบาล ทรงอารมณ์ให้มีความผ่องใส เราสร้างพระพุทธรูปด้วยจิตอันบริสุทธิ์ ไม่ได้ทำเป็นไปเพื่อสิ่งที่เป็นความโลภโกรธหลง แต่เป็นการจัดสร้างพระพุทธรูปเพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวผูกโยงจิตของเราให้เข้าถึงซึ่งพระนิพพาน เป็นพระพุทธรูปที่เต็มกำลังไปด้วยอธิษฐานบารมี กำหนดให้เห็นภาพองค์พระเจ้าองค์แสนดวงจิตพระนิพพานสว่างชัดเจน เปล่งประกายอย่างยิ่งติดตาตรึงใจเราไว้ แล้วก็น้อมจิตให้เกิดโสมนัสความปรีดาปราโมทย์ว่า เราได้มีโอกาสสร้างพระพุทธรูปที่สร้างได้ยากอย่างยิ่ง ใน 5000 ปีนี้ มีเพียงแค่องค์เดียวเท่านั้น ที่ใช้กำลังใจเช่นนี้ กำหนดให้เห็นจิตเราสว่าง องค์พระสว่าง

จากนั้นให้เราอธิษฐานต่อ ขอน้อมอาราธนาบารมีและอานิสงส์ทั้งหลายแห่งการสร้างพระเจ้าองค์แสน ขอน้อมเป็นกำลังบุญกุศลปกปักรักษาคุ้มครองชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ขอเป็นมหาบารมี เปิดโลกเปิดจักรวาล เปิดเขตดินแดนสุวรรณภูมินี้เข้าสู่ยุคชาววิไลด้วยเทอญ ขอเทพพรหมเทวาทั้งหลาย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย จนถึงที่สุดคือพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ คุณแห่งพระรัตนตรัย ได้โปรดอำนวยพรให้เกิดผล และขอพรให้ข้าพเจ้าทั้งหลาย ตราบที่ยังเป็นมนุษย์ ตราบที่ยังมีขันธ์ห้า ตราบที่ยังมีกายเนื้ออยู่ มีชีวิตบนโลก ขอจงมีความสุขความเจริญ มีความคล่องตัวทั้งทางโลกทางธรรมทุกประการ ปรากฏทั้งอายุ วรรณะ สุขะ พละ เกิดมหาโภคทรัพย์ เกิดบุญฤทธิ์อภิญญาจิต เกิดความผ่องใส เกิดบุญราศี มีแต่ความสุข ยามตายยามสิ้นชีวิตก็ขอให้ตายอย่างสงบมีสติ กำหนดรู้เข้าถึงซึ่งพระนิพพานได้ ขอจงปราศจากเวทนาทั้งปวง ขอจงไม่มีโรคภัยร้าย ขอวิบากอกุศลทั้งหลายจงสลายตัวไปจนหมด จงคลายตัวไปจนหมด ด้วยกำลังของบุญใหญ่พิเศษนี้ มีแต่ความราบรื่น มีแต่ความความคล่องตัวในทุกสิ่งทุกอย่าง ขออย่าให้คนพาลคนที่มีจิตอกุศลคนที่คิดร้ายคิดลบเข้ามาใกล้ข้าพเจ้าได้อีก ขอให้มีแต่สิ่งแวดล้อมบุคคลรายล้อมห้อมล้อมไปด้วยคนที่เป็นบัณฑิต คนที่มีศีลมีธรรม คนที่มีจิตใจดีงาม คนที่มีจิตเมตตาอารีเอ็นดูตัวข้าพเจ้าทุกคน มีแต่คนเมตตาเกื้อกูลสงเคราะห์ช่วยเหลือสนับสนุนส่งเสริมในทุกด้าน นับแต่นี้ชีวิตข้าพเจ้าเปลี่ยนเป็นรุ่งเรืองร่ำรวยคล่องตัวตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป บุญทั้งหลายบารมีทั้งหลายเต็มที่เต็มกำลังพร้อมมาสนับสนุน

จากนั้นให้เราอธิษฐานจิต อาราธนากระแสบุญศักดิ์สิทธิ์จากพระนิพพานลงมา แผ่เมตตาลงมาสามภพภูมิ  นับตั้งแต่ภพของอรูปพรหมทั้งสี่ พรหมโลกทั้งสิบหกชั้น อากาศเทวดาทั้งหก รุกขเทวดาภุมมเทวดาทั่วอนันตจักรวาล ภพกลางภพของมนุษย์และสัตว์ที่มีขันธ์ห้ากายเนื้อกายหยาบทุกดวงดาวทั่วอนันตจักรวาลทุกดวงจิต ดวงจิตทั้งหลายที่อยู่ในภพที่เป็นทุคติภูมิ นับตั้งแต่โอปปาติกสัมภเวสีเปรตอสุรกายทั้งหลาย สัตว์นรกทั้งหลายทุกขุมลึกถึงที่สุดคืออเวจีและโลกันตมหานรกเป็นที่สุด ขอจงประสบแต่ความสุขพ้นจากความทุกข์ คลายจากวิบากอกุศล คลายจากมิจฉาทิฏฐิ คลายจากความเร่าร้อน แผ่เมตตาสว่าง

จากนั้นน้อมอาราธนากระแสจากพระนิพพานลงมาคลุมคุ้มครองชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ให้เจริญรุ่งเรืองคล่องตัวบริสุทธิ์ อาราธนากระแสบุญลงมายังโลกใบนี้ ขอจงเปลี่ยนยุค กำหนดด้วยจิตที่มีความผ่องใสสว่าง ปรารถนาดีต่อส่วนรวม ใช้กำลังกรรมฐานของเรายังประโยชน์สุขต่อชาวโลกต่อทุกดวงจิตในสังสารวัฏ ให้กำลังจิตกำลังบุญกำลังกรรมฐานของเรา เกิดปฏิปทาที่ยังประโยชน์สุขให้กับส่วนรวมคือ สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

จากนั้นก็กำหนดน้อมจิตกราบลาทุกท่านทุกๆพระองค์บนพระนิพพาน ทรงกำลังใจว่าเราเป็นผู้ที่ทำงานในคุณค่าที่สมบูรณ์ น้อมนำธรรมน้อมนำความบริสุทธิ์ของจิตมายังประโยชน์ทั้งต่อตนต่อท่านต่อส่วนรวม เราทำหน้าที่เราได้อย่างสมบูรณ์ พลังงานก็คือกำลังของบุญไม่ได้ตกหล่นไม่ได้หายไปไหน เกิดประโยชน์ต่อทุกรูปทุกนามอย่างแท้จริง กราบลาสมเด็จองค์ปฐม กราบลาหลวงพ่อ กราบลาทุกๆท่านทุกๆพระองค์

จากนั้นอธิษฐาน พุ่งจิตกลับลงมาบนโลกมนุษย์ อาราธนากระแสจากพระนิพพานลงมา ฟอกธาตุขันธ์ ธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์ ผมขนเล็บฟันหนังกลายเป็นแก้วใสสว่าง โครงกระดูกเส้นเอ็นหลอดเลือดกลายเป็นแก้วใสสว่าง อาการทั้ง32กล้ามเนื้อทุกส่วนอวัยวะภายในทุกส่วน กลายเป็นแก้วใส ธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์ ชำระล้างโรคภัยไข้เจ็บ เซลล์มะเร็งเซลล์เนื้องอกเซลล์ที่ผิดปกติถุงน้ำที่ผิดปกติ เชื้อโรคทั้งหลายทั้งจากไวรัสแบคทีเรียสลายตัวไปคลายตัวไป อาการติดขัดธาตุที่แปรปรวนจงคลายตัวจงสลายตัวไป ร่างกายมีกระแสบุญหล่อเลี้ยง กระแสความเป็นทิพย์หล่อเลี้ยง พลังชีวิตหล่อเลี้ยงไหลเวียนหล่อเลี้ยงในร่างกายทุกส่วน เซลล์ทุกเซลล์มีกระแสความเป็นเพชรผ่องใสความเป็นทิพย์หล่อเลี้ยง ยังกายสังขารด้วยกำลังของบุญด้วยกำลังของภาคทิพย์

จากนั้นอาราธนาขอเทพพรหมเทวาเปิดสายบุญสายทรัพย์สายสมบัติ เปิดสายบุญสายทรัพย์มนุษย์สมบัตินับอนันต์จงปรากฏ ความคล่องตัวทั้งหลายจงปรากฏ ความสุขความเจริญจงปรากฏ

จากนั้นตั้งจิตโมทนาสาธุกับเพื่อนกัลยาณมิตรทุกคน ที่ปฏิบัติที่เจริญพระกรรมฐานกันในวันนี้ทั้งเจ็ดสิบสามท่าน รวมทั้งท่านที่จะมาฟังในภายหลัง ขอให้ได้รับบุญกุศลทุกอย่างทุกประการเช่นเดียวกับข้าพเจ้า โมทนาบุญกับทุกบุญกุศลที่ทุกท่านได้บำเพ็ญไว้ดีแล้ว ได้ตั้งจิตปฏิบัติเพื่อพระนิพพานอันเป็นบุญใหญ่

จากนั้นหายใจเข้าช้าๆลึกๆ3ครั้ง หายใจเข้าพุทออกโธ ครั้งที่2หายใจเข้าธัมหายใจออกโม ครั้งที่3หายใจเข้าสังหายใจออกโฆ พุทโธ ธัมโม สังโฆ บุญกุศลพระคุ้มครองรักษา ถอนจิตช้าๆจากสมาธิด้วยอารมณ์ที่เป็นสุขผ่องใสใจสบาย

สำหรับวันนี้ก็ขอโมทนาบุญกับทุกคนที่เจริญพระกรรมฐานด้วยความตั้งใจ ขอให้เกิดสิริมงคลมีความสุขความเจริญตลอดปีใหม่ตลอดทั้งปีนี้และตลอดไป แล้วก็ขอแจ้งประชาสัมพันธ์2-3เรื่อง

เรื่องที่1ก็คืองานฉลองสมโภชพระเจ้าองค์แสนดวงจิตพระนิพพานที่วัดพุทธโมกข์จังหวัดสกลนคร ก็จะเริ่มตั้งแต่ประมาณวันที่16,17  16ตอนเย็นตอนค่ำขึ้นไป ท่านใดที่สะดวกก็สามารถเดินทางไปได้ แล้วก็ใครที่จะร่วมบุญในงานสมโภชก็ยังสามารถร่วมบุญอยู่ได้ ซึ่งจะปิดรับในประมาณวันที่13 มกราคมนี้ ซึ่งก็จะปิดกองบุญทั้งหมดทุกกอง ซึ่งในงานสมโภชนี้ในหมู่คณะพวกเรา ก็ได้ร่วมจิตร่วมใจร่วมกำลังบุญถวายข้าวสารข้าวเหนียวหลายตันเป็นตัน ถวายเพื่อเลี้ยงพระที่มาร่วมงานปริวาสทั้ง 400รูป น้ำดื่มน้ำปานะทั้งหลาย ตลอดจนช่วยในการจัดพิธีเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดงานปวงสรวงของการถวายองค์พระด้วย งานต่างๆก็ควบรวมอยู่ในการจัดสร้างพระเจ้าองค์แสนทั้งหมด ใครที่มาทีหลังก็สามารถร่วมบุญได้ด้วยเช่นกัน

ส่วนอีกเรื่องนึงก็คือเรื่องของ วันนี้ทางหมู่คณะก็ได้ถวายมหาสังฆทานที่บ้านสายลม ก็ได้ถวายยกพระ มหาสังฆทานชุดใหญ่ทั้งหมด19 ชุด เป็นปัจจัยที่เราร่วมบุญกันทั้งหมด 38,000 บาท

ส่วนอีกบุญนึงก็คือการจัดกิจกรรมสวดพระคาถาเงินล้าน ซึ่งชื่อโครงการก็ให้สอดคล้องกันกับการสร้างพระเจ้าองค์แสนดวงจิตพระนิพพาน ก็คือสวดพระคาถาเงินล้านแสนจบ ซึ่งก็ครบแสนจบไปตั้งแต่เดือนที่แล้ว แต่เราก็จะยังกิจกรรมนี้ไปเรื่อยๆยาวๆถือว่าเป็นการปฏิบัติเป็นนิจของเรา ซึ่งก็ยังสามารถบันทึกได้ แล้วก็ยังมีการแจกรางวัลไปเรื่อยๆทุกเดือน คือแต่ละเดือนคนที่สวดมากที่สุด 3 อันดับแรกก็จะมีแจกรางวัล คนที่สวดจำนวนมากที่สุดโดยรวมเราก็แจกรางวัล ทุกเดือนก็แจกไปเรื่อยๆตลอดร่วมกิจกรรมไปได้ แล้วก็มีเรื่องราวที่มันเกี่ยวข้องกับการสวดพระเจ้าองค์แสนก็คือ ตอนนี้คนที่ขึ้นอันดับที่ 1 บังเอิญเป็นคนที่ลงบันทึกผิด ก็คือลงจำนวนยอดผิด ก็อาจจะปรึกษากันเรื่องการปรับแก้ไขหรือให้บุคคลนั้นสวดจนครบจำนวน อันนี้ก็กำลังคุยกันอยู่ ส่วนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการสวดพระคาถาเงินล้าน ก็มีข่าวมาหลังไมค์ว่าหลายคนเริ่มมีประสบการณ์พิเศษ เพราะการที่สวดเป็นจำนวนมากแล้วก็บ่อยแล้วก็เป็นนิจสวดเป็นประจำทุกวัน มีผลทำให้เกิดโชคลาภบ้าง เกิดมหานิยมบ้าง เกิดประสบการณ์ ซึ่งใครที่มีประสบการณ์พิเศษก็สามารถมาลงได้ เดี๋ยวอาจารย์จะโพสต์ไว้ เผื่อใครที่มีประสบการณ์ในการร่วมกิจกรรมแล้วมีผล ก็จะได้โพสต์แล้วก็เป็นกำลังใจ แต่ที่ยอดเยี่ยมที่สุดก็คือมีหลังใหม่มาว่า สวดพระคาถาเงินล้านไปได้แล้วช่วงหนึ่ง สวดค่อนข้างเยอะวันหนึ่งนี่เกิน108จบ ก็ปรากฏว่ามีเงินเข้าวันละล้านติดมา 2 วัน อันนี้ก็ถือว่าไม่ธรรมดา เราก็พยายามสวดกัน ถึงเวลาเราทำฐานไว้ดี ก็คือเราสร้างเหตุไว้ดี เทวดาพรหมท่านสงเคราะห์ได้ท่านก็สงเคราะห์เราเต็มที่ ดังนั้นไม่ต้องถามไม่ต้องสงสัยไม่ต้องรอ มุ่งปฏิบัติ ถ้าเป็นไปได้ก็อย่างน้อยน้อยที่สุดเลยวันละ 9 จบ อย่างกลางมาก็ประมาณ 30จบต่อวัน คนที่เค้าเข้มข้นเค้าก็จะสวดประมาณ 108 จบขึ้นไป คนที่เขาสวดเรียกว่าเป็นฌานตลอดเวลาแทบตลอดเวลาคนที่เค้าอันดับต้นๆนี่เค้าสวดวันละ 500จบ300จบ อันนี้ก็แล้วแต่กำลังของเรา แต่อย่างน้อยที่สุด 9จบ30จบ จริงๆก็ไม่ยากเกินไป ให้เราตั้งใจ อันนี้ก็จะเกิดผลกับผู้สวดเอง การที่อาจารย์จัดเป็นกิจกรรมจัดเป็นการแจกรางวัล ก็เพื่อทำให้เกิดสภาพสภาวะที่เอื้อที่เป็นกำลังใจกับการปฏิบัติ ส่วนใหญ่กิจกรรมต่างๆที่จัดก็เพื่อทำให้การปฏิบัติของเรานั้นมีแรงจูงใจ มีเครื่องกระตุ้น มีความอิ่มใจในบุญต่างๆ ก็ขอให้เราทุกคนรักษาความดีกันต่อไป

งานเมตตาสมาธิครั้งต่อไปก็จะจัดในประมาณเดือนกุมภาพันธ์ รู้สึกจะวันที่14วันวาเลนไทน์

สำหรับวันนี้ก็ขอโมทนาบุญกับทุกคนพบกันใหม่สัปดาห์หน้า

ขอให้เราทุกคนมีความสุขความเจริญตลอดปีและตลอดไป สาธุ

ถอดเสียงและเรียบเรียงโดย : คุณรัตนา

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้